แสนสิริ ปักหมุด Green Loan เมื่อ “ความยั่งยืน” คือระบบที่ต้องวัดผลได้จริง

แสนสิริ ปักหมุด Green Loan เมื่อ “ความยั่งยืน” คือระบบที่ต้องวัดผลได้จริง

17 ก.พ. 2569

SHARE WITH:

17 ก.พ. 2569

17 ก.พ. 2569

SHARE WITH:

SHARE WITH:

แสนสิริ ปักหมุด Green Loan เมื่อ “ความยั่งยืน” คือระบบที่ต้องวัดผลได้จริง

ท่ามกลางแรงกดดันของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจสู่มาตรฐาน ESG ที่เข้มข้นขึ้น หนึ่งในคำถามสำคัญของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทยคือ “ความยั่งยืนจะถูกพิสูจน์ได้อย่างไร” และ “ต้นทุนที่สูงขึ้นจะถูกบริหารจัดการแบบไหน”

คุณจริยา จันทร์เจิดศักดิ์, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์


ในการเข้าร่วม Group Interview กับ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ทีมงาน themissionth.co ได้ร่วมฟังทิศทางและรายละเอียดเชิงลึกของการระดมทุนผ่าน Green Loan มูลค่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของภาคอสังหาฯ ไทย โดยมี 3 โครงการต้นแบบ ได้แก่ PTY Residence Sai 1 พัทยา, The Standard Residences Hua Hin และ WIDEN by Sansiri นางลิ้นจี่

สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าแค่จำนวนวงเงินคือ “ระบบคิด” เบื้องหลัง Green Loan จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนความคิดในการออกแบบใหม่ทั้งกระบวนการ

Green Loan ของแสนสิริในครั้งนี้ เป็นการได้รับสินเชื่อจากธนาคารกสิกรไทยภายใต้เกณฑ์ Thailand Taxonomy ซึ่งมีการตรวจสอบและทวนสอบตามมาตรฐานสากล เบื้องหลังตัวเลข 4,000 ล้านบาท คือการตั้งเป้า Net Zero ภายในปี 2050 และการกำหนดดัชนีชี้วัดที่ชัดเจน เช่น ค่า Emission Intensity หรือความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อตารางเมตร ซึ่งได้รับการรับรองโดย ‘Bureau Veritas’ องค์กรตรวจสอบระดับสากล สิ่งนี้สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและสถาบันการเงินระดับโลก

หนึ่งในเกณฑ์ที่ถูกพูดถึงในวงสนทนา คือการกำหนดค่าการปล่อยคาร์บอนต่อพื้นที่อาคาร(กิโลคาร์บอน/ตารางเมตร/ปี) ซึ่งในปี 2025 ต้องไม่เกิน 61 หน่วย จากค่าอ้างอิงเดิม 80 หน่วย ดังนั้นในด้านการออกแบบอาคารต้อง “ลดการใช้พลังงานจริง” ไม่ใช่เพียงเพิ่มองค์ประกอบสีเขียวในเชิงสัญลักษณ์

| 3 โครงการต้นแบบ: Sustainability ที่แปลเป็นสถาปัตยกรรม

โครงการ High-rise 2 โครงการอย่าง WIDEN by Sansiri และ PTY Residence Sai 1 ที่เน้นด้านนวัตกรรมที่ช่วยให้ตัวอาคาร 'หายใจได้' และพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ตั้งแต่การติดตั้ง Solar Cell ในพื้นที่ส่วนกลาง การใช้ไฟ Solar Light เพื่อความปลอดภัยที่ไร้ต้นทุนพลังงาน ไปจนถึงการรังสรรค์ Roof Garden ที่ช่วยลดความร้อนสะสมก่อนเข้าสู่ตัวอาคาร รวมถึงการเลือกใช้ Permeable Pavement หรือวัสดุให้น้ำซึมผ่านได้ เพื่อลดปัญหาน้ำท่วมขังและคืนน้ำสู่ดินอย่างเป็นธรรมชาติ


ส่วนโครงการที่ 3 คือ The Standard Residences Hua Hin ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณให้เข้ากับวิถีชีวิตริมชายทะเล โดยเน้นการเปิดพื้นที่โล่งให้สัมพันธ์กับทิศทางลมธรรมชาติ เลือกใช้วัสดุพื้นผิวที่ช่วยระบายน้ำและพลังงานทางเลือกในพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อให้การอยู่อาศัยกลมกลืนกับธรรมชาติรอบตัวมากที่สุด

แม้ว่าวิธีการคำนวณและเทคนิคที่นำมาใช้ในแต่ละโครงการจะมีความแตกต่างกันตามรูปแบบของอาคาร—โดย High-rise จะเน้นประสิทธิภาพของระบบรวมอาคาร (Building System) ส่วน Low-rise จะเน้นการออกแบบสถาปัตยกรรมและพฤติกรรมการใช้พลังงานในระดับครัวเรือน—แต่ทุกโครงการของแสนสิริล้วนตั้งอยู่บนฐานคิดเดียวกัน คือ "การสร้างที่อยู่อาศัยคาร์บอนต่ำที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและตรวจสอบได้จริง" แนวทางทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพียงแค่บทพิสูจน์ความสำเร็จของการทำ Green Loan แต่คือคำมั่นสัญญาของแสนสิริที่จะสร้าง "คุณภาพการอยู่อาศัยที่ดีขึ้น" ผ่านการออกแบบเพื่อให้อากาศถ่ายเท ตัวอาคารที่ไม่ร้อน และระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดภาระของผู้อยู่อาศัยและสร้างผลดีต่อโลกอย่างยั่งยืน

| Green Framework: ขยาย ESG สู่ Supply Chain

Green Procurement คือการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเลือกคู่ค้าที่ใส่ใจกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน ที่มีการคำนึงถึงการผลิตที่ลดการใช้ทรัพยากรหรือการนำกลับมาใช้ใหม่ พร้อมวางเป้าหมายจัดซื้อวัสดุคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon) ทั้งนี้ แสนสิริได้เลือกใช้วัสดุดังกล่าวไปแล้วกว่า 65%


คุณชัยรัตน์ ธรรมชน, Landscape Architecture


Green Construction มีขั้นตอนก่อสร้างที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาปรับใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การนำนวัตกรรมผนังคอนกรีตเสริมเหล็กสำเร็จรูปจากโรงงานผลิตแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปของแสนสิริ ซึ่งทำให้ลดระยะเวลาการก่อสร้างลง 3 เดือน ลดขยะจากการก่อสร้างได้ถึง 15% ช่วยลดฝุ่นและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในไซต์ก่อสร้างลงเป็นจำนวนมาก

Green Architecture & Design หรือการออกแบบที่อยู่อาศัยเพื่อการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน สร้างสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย (Well-being) รวมถึงการออกแบบที่ผสานแนวคิดการพึ่งพาธรรมชาติ (Nature Based Design Solution) มาปรับใช้ เพื่อลดการใช้พลังงานของบ้านและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย พร้อมส่งมอบบ้านที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงาน และรองรับการอยู่อาศัยของลูกบ้านอย่างดีที่สุด

| นโยบาย ESG นำมาซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้นหรือไม่? และใครเป็นคนจ่าย ?

คำถามที่ตั้งขึ้นในวงสนทนา “เมื่อมาตรฐานเข้มข้นขึ้นที่มาพร้อมกับกระบวนการที่ซับซ้อนมากขึ้น ต้นทุนของโครงการย่อมสูงขึ้นหรือไม่?”

คำตอบจากฝ่ายบริหารคือ กลไก Green Loan ทำให้ได้ดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำลงในช่วง Pre-finance และหมุนเวียนกลับเข้าสู่ต้นทุนการก่อสร้าง ขณะเดียวกัน เมื่อโครงการเสร็จ หากลูกบ้านซื้อโครงการที่ผ่านเกณฑ์ต่ำกว่ามาตรฐาน 80% ก็มีโอกาสได้รับสิทธิประโยชน์ด้านดอกเบี้ยจากสถาบันการเงิน (ตามเงื่อนไขแต่ละธนาคาร) ในอีกมุมหนึ่ง เทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานหมุนเวียนเริ่มมีต้นทุนลดลง ทำให้การลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ทรัพย์สินในระยะยาว

| Green Building สู่ Green Asset

สิ่งที่สะท้อนชัดในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ คือการเปลี่ยนมุมมองจาก “Green Feature” ไปสู่ “Green Asset”

แสนสิริได้วางรากฐานการบริหารจัดการและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ การรับรองผลในครั้งนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันสำคัญว่า อาคารคาร์บอนต่ำของแสนสิริคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย Net Zero Emission ได้อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต

ในอนาคตเมื่อกฎหมายคาร์บอนเข้มงวดขึ้น บ้านแสนสิริที่ผ่านเกณฑ์ Thailand Taxonomy และได้รับการรับรองระดับสากล ไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการสร้างความคุ้มค่าและมูลค่าเพิ่มให้แก่สินทรัพย์ของลูกบ้านในระยะยาวอย่างยั่งยืน

| Triple Win: โมเดลที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์

แสนสิริ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันการเงินพันธมิตรที่ให้ความสำคัญในด้านนี้ และร่วมยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่ผู้นำ ESG ระดับสากล ลูกบ้าน ได้บ้านที่ใช้พลังงานและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ค่าไฟและค่าไฟส่วนกลางลดลงในระยะยาว พร้อมกับสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยที่ดีขึ้น ทั้งความเย็นสบาย คุณภาพอากาศภายในที่อยู่อาศัย และความน่าอยู่ของพื้นที่ส่วนกลาง นอกจากนี้ โครงการที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมยังมีแนวโน้มรักษาและเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินได้ดีกว่าในอนาคต หากมองไปถึงผลประโยชน์ที่นำมาสู่ประเทศนั้น ก็สามารถสนับสนุนเป้าหมายการลดคาร์บอนและการขับเคลื่อนประเทศสู่ Net-Zero ในระยะยาว

สำหรับเรา Green Loan ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงข่าวการเงิน แต่คือการทดลองระบบใหม่ของอุตสาหกรรม เป็นบทพิสูจน์ของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ในประเด็นของการสร้างโครงการที่ Sustainability นั้นต้อง “วัดผลได้” นโยบาย ESG ต้อง “ตรวจสอบได้” และการสร้างความยั่งยืนต้อง “เชื่อมกับคุณภาพชีวิตจริง” ของลูกค้าและผู้บริโภค

ดังนั้นคำถามที่น่าสนใจต่อจากนี้คือ โมเดลนี้จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอสังหาฯ ไทยหรือไม่ และผู้ประกอบการรายอื่นจะปรับตัวอย่างไรในยุคที่การปล่อย “คาร์บอน” กลายเป็นต้นทุนที่มองไม่เห็น รวมถึงทิศทางของโลกธุรกิจที่จะเปลี่ยนไป โดยที่โลกของเงินทุนจะหันมาสนใจในเรื่องของภาวะโลกร้อนมากขึ้น



ท่ามกลางแรงกดดันของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจสู่มาตรฐาน ESG ที่เข้มข้นขึ้น หนึ่งในคำถามสำคัญของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทยคือ “ความยั่งยืนจะถูกพิสูจน์ได้อย่างไร” และ “ต้นทุนที่สูงขึ้นจะถูกบริหารจัดการแบบไหน”

คุณจริยา จันทร์เจิดศักดิ์, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์


ในการเข้าร่วม Group Interview กับ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ทีมงาน themissionth.co ได้ร่วมฟังทิศทางและรายละเอียดเชิงลึกของการระดมทุนผ่าน Green Loan มูลค่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของภาคอสังหาฯ ไทย โดยมี 3 โครงการต้นแบบ ได้แก่ PTY Residence Sai 1 พัทยา, The Standard Residences Hua Hin และ WIDEN by Sansiri นางลิ้นจี่

สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าแค่จำนวนวงเงินคือ “ระบบคิด” เบื้องหลัง Green Loan จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนความคิดในการออกแบบใหม่ทั้งกระบวนการ

Green Loan ของแสนสิริในครั้งนี้ เป็นการได้รับสินเชื่อจากธนาคารกสิกรไทยภายใต้เกณฑ์ Thailand Taxonomy ซึ่งมีการตรวจสอบและทวนสอบตามมาตรฐานสากล เบื้องหลังตัวเลข 4,000 ล้านบาท คือการตั้งเป้า Net Zero ภายในปี 2050 และการกำหนดดัชนีชี้วัดที่ชัดเจน เช่น ค่า Emission Intensity หรือความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อตารางเมตร ซึ่งได้รับการรับรองโดย ‘Bureau Veritas’ องค์กรตรวจสอบระดับสากล สิ่งนี้สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและสถาบันการเงินระดับโลก

หนึ่งในเกณฑ์ที่ถูกพูดถึงในวงสนทนา คือการกำหนดค่าการปล่อยคาร์บอนต่อพื้นที่อาคาร(กิโลคาร์บอน/ตารางเมตร/ปี) ซึ่งในปี 2025 ต้องไม่เกิน 61 หน่วย จากค่าอ้างอิงเดิม 80 หน่วย ดังนั้นในด้านการออกแบบอาคารต้อง “ลดการใช้พลังงานจริง” ไม่ใช่เพียงเพิ่มองค์ประกอบสีเขียวในเชิงสัญลักษณ์

| 3 โครงการต้นแบบ: Sustainability ที่แปลเป็นสถาปัตยกรรม

โครงการ High-rise 2 โครงการอย่าง WIDEN by Sansiri และ PTY Residence Sai 1 ที่เน้นด้านนวัตกรรมที่ช่วยให้ตัวอาคาร 'หายใจได้' และพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ตั้งแต่การติดตั้ง Solar Cell ในพื้นที่ส่วนกลาง การใช้ไฟ Solar Light เพื่อความปลอดภัยที่ไร้ต้นทุนพลังงาน ไปจนถึงการรังสรรค์ Roof Garden ที่ช่วยลดความร้อนสะสมก่อนเข้าสู่ตัวอาคาร รวมถึงการเลือกใช้ Permeable Pavement หรือวัสดุให้น้ำซึมผ่านได้ เพื่อลดปัญหาน้ำท่วมขังและคืนน้ำสู่ดินอย่างเป็นธรรมชาติ


ส่วนโครงการที่ 3 คือ The Standard Residences Hua Hin ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณให้เข้ากับวิถีชีวิตริมชายทะเล โดยเน้นการเปิดพื้นที่โล่งให้สัมพันธ์กับทิศทางลมธรรมชาติ เลือกใช้วัสดุพื้นผิวที่ช่วยระบายน้ำและพลังงานทางเลือกในพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อให้การอยู่อาศัยกลมกลืนกับธรรมชาติรอบตัวมากที่สุด

แม้ว่าวิธีการคำนวณและเทคนิคที่นำมาใช้ในแต่ละโครงการจะมีความแตกต่างกันตามรูปแบบของอาคาร—โดย High-rise จะเน้นประสิทธิภาพของระบบรวมอาคาร (Building System) ส่วน Low-rise จะเน้นการออกแบบสถาปัตยกรรมและพฤติกรรมการใช้พลังงานในระดับครัวเรือน—แต่ทุกโครงการของแสนสิริล้วนตั้งอยู่บนฐานคิดเดียวกัน คือ "การสร้างที่อยู่อาศัยคาร์บอนต่ำที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและตรวจสอบได้จริง" แนวทางทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพียงแค่บทพิสูจน์ความสำเร็จของการทำ Green Loan แต่คือคำมั่นสัญญาของแสนสิริที่จะสร้าง "คุณภาพการอยู่อาศัยที่ดีขึ้น" ผ่านการออกแบบเพื่อให้อากาศถ่ายเท ตัวอาคารที่ไม่ร้อน และระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดภาระของผู้อยู่อาศัยและสร้างผลดีต่อโลกอย่างยั่งยืน

| Green Framework: ขยาย ESG สู่ Supply Chain

Green Procurement คือการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเลือกคู่ค้าที่ใส่ใจกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน ที่มีการคำนึงถึงการผลิตที่ลดการใช้ทรัพยากรหรือการนำกลับมาใช้ใหม่ พร้อมวางเป้าหมายจัดซื้อวัสดุคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon) ทั้งนี้ แสนสิริได้เลือกใช้วัสดุดังกล่าวไปแล้วกว่า 65%


คุณชัยรัตน์ ธรรมชน, Landscape Architecture


Green Construction มีขั้นตอนก่อสร้างที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาปรับใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การนำนวัตกรรมผนังคอนกรีตเสริมเหล็กสำเร็จรูปจากโรงงานผลิตแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปของแสนสิริ ซึ่งทำให้ลดระยะเวลาการก่อสร้างลง 3 เดือน ลดขยะจากการก่อสร้างได้ถึง 15% ช่วยลดฝุ่นและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในไซต์ก่อสร้างลงเป็นจำนวนมาก

Green Architecture & Design หรือการออกแบบที่อยู่อาศัยเพื่อการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน สร้างสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย (Well-being) รวมถึงการออกแบบที่ผสานแนวคิดการพึ่งพาธรรมชาติ (Nature Based Design Solution) มาปรับใช้ เพื่อลดการใช้พลังงานของบ้านและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย พร้อมส่งมอบบ้านที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงาน และรองรับการอยู่อาศัยของลูกบ้านอย่างดีที่สุด

| นโยบาย ESG นำมาซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้นหรือไม่? และใครเป็นคนจ่าย ?

คำถามที่ตั้งขึ้นในวงสนทนา “เมื่อมาตรฐานเข้มข้นขึ้นที่มาพร้อมกับกระบวนการที่ซับซ้อนมากขึ้น ต้นทุนของโครงการย่อมสูงขึ้นหรือไม่?”

คำตอบจากฝ่ายบริหารคือ กลไก Green Loan ทำให้ได้ดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำลงในช่วง Pre-finance และหมุนเวียนกลับเข้าสู่ต้นทุนการก่อสร้าง ขณะเดียวกัน เมื่อโครงการเสร็จ หากลูกบ้านซื้อโครงการที่ผ่านเกณฑ์ต่ำกว่ามาตรฐาน 80% ก็มีโอกาสได้รับสิทธิประโยชน์ด้านดอกเบี้ยจากสถาบันการเงิน (ตามเงื่อนไขแต่ละธนาคาร) ในอีกมุมหนึ่ง เทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานหมุนเวียนเริ่มมีต้นทุนลดลง ทำให้การลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ทรัพย์สินในระยะยาว

| Green Building สู่ Green Asset

สิ่งที่สะท้อนชัดในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ คือการเปลี่ยนมุมมองจาก “Green Feature” ไปสู่ “Green Asset”

แสนสิริได้วางรากฐานการบริหารจัดการและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ การรับรองผลในครั้งนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันสำคัญว่า อาคารคาร์บอนต่ำของแสนสิริคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย Net Zero Emission ได้อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต

ในอนาคตเมื่อกฎหมายคาร์บอนเข้มงวดขึ้น บ้านแสนสิริที่ผ่านเกณฑ์ Thailand Taxonomy และได้รับการรับรองระดับสากล ไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการสร้างความคุ้มค่าและมูลค่าเพิ่มให้แก่สินทรัพย์ของลูกบ้านในระยะยาวอย่างยั่งยืน

| Triple Win: โมเดลที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์

แสนสิริ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันการเงินพันธมิตรที่ให้ความสำคัญในด้านนี้ และร่วมยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่ผู้นำ ESG ระดับสากล ลูกบ้าน ได้บ้านที่ใช้พลังงานและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ค่าไฟและค่าไฟส่วนกลางลดลงในระยะยาว พร้อมกับสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยที่ดีขึ้น ทั้งความเย็นสบาย คุณภาพอากาศภายในที่อยู่อาศัย และความน่าอยู่ของพื้นที่ส่วนกลาง นอกจากนี้ โครงการที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมยังมีแนวโน้มรักษาและเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินได้ดีกว่าในอนาคต หากมองไปถึงผลประโยชน์ที่นำมาสู่ประเทศนั้น ก็สามารถสนับสนุนเป้าหมายการลดคาร์บอนและการขับเคลื่อนประเทศสู่ Net-Zero ในระยะยาว

สำหรับเรา Green Loan ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงข่าวการเงิน แต่คือการทดลองระบบใหม่ของอุตสาหกรรม เป็นบทพิสูจน์ของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ในประเด็นของการสร้างโครงการที่ Sustainability นั้นต้อง “วัดผลได้” นโยบาย ESG ต้อง “ตรวจสอบได้” และการสร้างความยั่งยืนต้อง “เชื่อมกับคุณภาพชีวิตจริง” ของลูกค้าและผู้บริโภค

ดังนั้นคำถามที่น่าสนใจต่อจากนี้คือ โมเดลนี้จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอสังหาฯ ไทยหรือไม่ และผู้ประกอบการรายอื่นจะปรับตัวอย่างไรในยุคที่การปล่อย “คาร์บอน” กลายเป็นต้นทุนที่มองไม่เห็น รวมถึงทิศทางของโลกธุรกิจที่จะเปลี่ยนไป โดยที่โลกของเงินทุนจะหันมาสนใจในเรื่องของภาวะโลกร้อนมากขึ้น



Text:

Chanathip K

Chanathip K

PHOTO:

Courtesy of SANSIRI

Courtesy of SANSIRI

Related Posts