ทางรอดของช่างภาพยุคเอไอ คือ "พื้นที่ของการมีตัวตน"
ทางรอดของช่างภาพยุคเอไอ คือ "พื้นที่ของการมีตัวตน"
18 ม.ค. 2569
SHARE WITH:
18 ม.ค. 2569
18 ม.ค. 2569
SHARE WITH:
SHARE WITH:
ทางรอดของช่างภาพยุคเอไอ คือ "พื้นที่ของการมีตัวตน"



“ภาพถ่ายไม่ใช่แค่ภาพสวย แต่คือพื้นที่ของการมีตัวตน”
บทสนทนายาวกับ “ทอม โพธิสิทธิ์” ว่าด้วยการต่อสู้ของศิลปิน โครงสร้างที่หายไป และอนาคตของวงการภาพถ่ายไทย ทั้งในมิติของศิลปะ สังคม การศึกษา และเส้นทางของช่างภาพรุ่นใหม่

ในวันที่ภาพถ่ายถูกผลิตขึ้นนับล้านภาพในแต่ละวัน การกดไลก์ กดแชร์ และการถูกลืม เกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่วินาที โลกดิจิทัลทำให้ภาพถ่ายกลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงง่ายที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้ภาพถ่ายเปราะบางลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งในแง่ของคุณค่าและความหมาย
ในยุคดิจิทัลและการมาถึงของ AI ที่ค่อย ๆ ลบเส้นแบ่งระหว่างศิลปะและเทคโนโลยี วงการถ่ายภาพที่หายใจอย่างรวยรินต้องเตรียมตัวเผชิญกับคลื่นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกระลอกหนึ่ง
คำถามสำคัญในโลกของศิลปะภาพถ่าย จึงไม่ใช่แค่ “ภาพนี้สวยหรือไม่?”
แต่คือ “ภาพนี้ยังทำงานกับใครอยู่หรือเปล่า”และถ้ามันยังทำงานอยู่ มันกำลังทำงานอยู่บน “ระบบแบบไหน”
ศิลปะภาพถ่ายคือส่วนหนึ่งของศิลปะร่วมสมัยที่ควบคู่ไปกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผ่านวิวัฒนาการและการปฏิวัติอุตสาหกรรมในแต่ละยุคสมัย พร้อม ๆ กับการเปลี่ยนแปลงของสังคมมนุษย์
ทอม โพธิสิทธ์ ศิลปินช่างภาพ, gallerist และ creative director ของ Hub of Photography พื้นที่ส่งเสริมศิลปะภาพถ่ายในประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ที่ซีคอนสแควร์ โดยเขาเป็นผู้ที่สร้างโปรเจกต์ทั้งนิทรรศการ งานอีเวนต์ หรือการทำเวิร์คช๊อป ทั้งงานศิลปะและงานภาพถ่าย ได้คลุกคลีกับช่างภาพทั้งไทยและต่างประเทศมาอย่างยาวนาน เปิดพื้นที่ให้ศิลปินภาพถ่ายทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ ได้มีงานนิทรรศการของตัวเองและต่อยอดไปสู่โอกาสในโลกศิลปะที่กว้างขึ้น
llli หากภาพถ่ายคือ “ภาษา” ที่ศิลปินใช้สื่อสารตัวตน ความเชื่อ ความเจ็บปวด ความหวัง และการมีอยู่ของตนเองในโลก ในฐานะคนทำงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง นิยามศิลปะภาพถ่ายของตัวเองอย่างไร ?

“เราไม่ค่อยนิยามตัวเองว่าเป็น ‘ศิลปิน’ ในความหมายที่ถูกบรรจุอยู่ในกรอบใดกรอบหนึ่ง”เราไม่เชื่อในเส้นทางสำเร็จแบบ 1–2–3–4 ของวงการสร้างสรรค์ ไม่เชื่อว่างานศิลปะต้องถูกวางไว้บนแท่นสูง หรือถูกปกป้องด้วยศัพท์เทคนิคที่ทำให้คนทั่วไปไม่กล้าเข้าใกล้”
“ภาพถ่ายคือสิ่งที่คนใช้สื่อสาร จะเพื่อสุนทรียะ เพื่ออาชีพ หรือเพื่อบอกว่าเรายังอยู่ตรงนี้ หรือจะสื่อสารเรื่องต่าง ๆ ก็ได้ทั้งนั้น”
“สิ่งที่เราสนใจไม่ใช่ความสวยงามในเชิงผิวเผินอย่างเดียว แต่คือสิ่งที่ภาพถ่าย “สื่อสารออกมา” ทั้งเนื้อหาและความคิดสร้างสรรค์ ในโลกปัจจุบัน เราพูดถึงคุณค่าของการถ่ายภาพว่าภาพถ่ายที่เราทำอยู่มีความหมายอย่างไรต่อผลงาน ทั้งต่อช่างภาพที่ถูกเลือกมาแสดงงาน ในฐานะคนจัดงานเขาให้คุณค่ากับเราอย่างไร ต่อสังคมอย่างไร สิ่งเหล่านี้มันทำให้ผลงานนั้นร่วมสมัย(contemporary)”
“สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ทำให้งานยังร่วมสมัย และสามารถปรับตัวไปได้ในแต่ละยุค”แต่ในอีกด้านหนึ่ง ช่างภาพที่ทำงานด้วยความรักในวิชาชีพก็ต้องต่อสู้ในโลกจริง เพื่อการดำรงชีพ เพื่อรักษาความรู้สึกมีคุณค่า และเพื่อยืนหยัดอยู่กับตัวเองให้ได้”
llli ในระบบนิเวศของศิลปะ (Ecosystem) พื้นที่ของภาพถ่ายเป็นอย่างไร ?

“ในความเป็นจริง วงการถ่ายภาพไทยมีคอมมูนิตี้ที่เข้มแข็ง หากย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นของอินเทอร์เน็ต จะเห็นกลุ่มคนรักการถ่ายภาพหลากหลายแขนงก่อตัวเป็นชุมชนที่แข็งแรงอย่างมาก”
“ถ้ามองยุคเว็บบอร์ดอย่าง Pixpro, ห้องถ่ายภาพ Pantip, ThaiDPhoto และอีกหลายพื้นที่ ล้วนเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ที่ active อย่างจริงจัง แม้จะยังไม่มี notification จากโซเชียลมีเดียเหมือนปัจจุบัน นั่นถือเป็นช่วงเวลาที่โชคดีของวงการ”
“ถ้าหากจะพูดว่างานภาพถ่ายคือศิลปะร่วมสมัย เราต้องถามก่อนว่าสังคมเข้าใจคำว่าร่วมสมัยแค่ไหน”
“ความร่วมสมัยไม่ใช่เรื่องของฟอร์ม ไม่ใช่เทรนด์ และไม่ใช่การประกาศตัวว่า “ใหม่” แต่มันคือความสามารถของงานชิ้นหนึ่งในการตอบสนองต่อบริบทของสังคมในช่วงเวลานั้น”

คำว่า “ภาพถ่ายร่วมสมัย” จึงกลายเป็นทั้งคำอธิบายและเกราะป้องกันในโลกศิลปะ ไม่มีคำไหนถูกใช้บ่อยเท่ากับคำว่า “ร่วมสมัย” และในขณะเดียวกัน ก็ไม่มีคำไหนถูกใช้โดยไม่ถูกตั้งคำถามมากเท่านี้ มันg]pกลายเป็นเกราะ ที่ทำให้ไม่ต้องอธิบายว่างานนี้เกี่ยวข้องกับสังคมอย่างไร หรือกำลังพูดกับใคร”
“เราชอบใช้คำว่า “ทันสมัย” มากกว่า เพราะคำนี้ไม่แบ่งแยกว่างานเก่าหรือใหม่ งานเก่าอาจยังทันสมัยได้ หากมันยังทำงานกับปัจจุบัน และงานใหม่ก็อาจล้าสมัยได้ หากมันไม่เชื่อมโยงกับโลกจริง”ความร่วมสมัยสำหรับเราคือการเคลื่อนไหว มันต้องเดินได้ หายใจได้ และปรับตัวไปพร้อมกับผู้คน”
llli ศิลปะภาพถ่ายในโลกจริง “แพสชัน เงิน และการเอาตัวรอด”
“เราขอไม่โรแมนติไซส์การเป็นศิลปินแล้วกัน พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า การทำงานภาพถ่ายนั้น “โคตรลำบาก” ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและในเชิงจิตใจ ช่างภาพทุกคนทำงานท้าทายอยู่แล้ว เพราะสุดท้ายเราทำด้วยความรัก”
“เงิน เป็นประเด็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการทำงาน และไม่ควรเป็นเกณฑ์ตัดสินคุณค่าของงานเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ภาพถ่ายมอบให้กับคนทำงานไม่ใช่แค่รายได้ แต่คือสังคม ความรู้สึกมีคุณค่า ในอีกเสี้ยวหนึ่งคือการรู้สึกไม่โดดเดี่ยว ภาพถ่ายทำให้ใครบางคนรู้สึกว่าเสียงของเขายังมีที่ยืน แม้โลกจะไม่ฟังเขาในเรื่องอื่นเลยก็ตาม เพราะเป็นอาชีพที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับทั้งผู้คนและสังคมอยู่ตลอดเวลา”
“แต่ในขณะเดียวกัน วงการภาพถ่ายก็เต็มไปด้วยกับดัก โดยเฉพาะสำหรับคนรุ่นใหม่ ทั้งค่าอุปกรณ์ที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ กับดักของการยอมรับ และภาพลวงตาว่ารูปสวย เล่าเรื่องได้ เท่ากับการเป็นศิลปิน การต้องประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว”

“ขอเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของตัวเอง ตั้งแต่การถ่ายภาพด้วยกล้องคอมแพกต์ การเข้าเวิร์กช็อปครั้งแรก และความรู้สึกเล็กลงทันทีเมื่อเห็นคนถืออุปกรณ์ราคาแพงกว่า
“มันทำให้หลายคนเชื่อว่า ถ้าไม่มีของแบบนี้ เราจะไม่มีที่ยืนในวงการ” ในยุคหนึ่งต้องยอมรับว่ามันเป็นค่านิยมชุดหนึ่ง ที่สังคมยังไม่ได้เปิดกว้างในด้านข้อมูล และการเข้าถึงแหล่งความรู้ด้านการถ่ายภาพก็ต้องมีต้นทุนค่อนข้างสูงในสมัยก่อน”
“ทั้งที่ในความเป็นจริง สิ่งที่ขาดแคลนที่สุดไม่ใช่อุปกรณ์หรือโอกาส หากมีพื้นที่ที่ไม่ตัดสินคุณค่าของคนและงานจากทุนทรัพย์ และมีคอมมูนิตี้ที่พร้อมจะสร้างการเรียนรู้ร่วมกันในระยะยาวได้ อันนี้ต่างหากที่ต้องทำให้เกิดขึ้น”
llli การต่อสู้ที่มองไม่เห็น: คำวิจารณ์ ความคาดหวัง และระบบภายในของศิลปิน
สิ่งที่ไม่ค่อยถูกพูดในที่สาธารณะ คือ “ระบบภายใน” ของศิลปิน ทอมเชื่อว่าทุกคนที่เดินเข้าสู่เส้นทางนี้ต้องเผชิญกับคำวิจารณ์ แต่ปัญหาไม่ใช่การถูกวิจารณ์ หากคือการไม่มีเครื่องมือบริหารจัดการ ถ้าเราไม่รู้จุดอ่อนของงานตัวเอง คำตินิดเดียวก็ทำให้พังได้”
“ศิลปินรุ่นใหม่จำนวนมากหลุดออกจากวงการ ล้มเลิกความตั้งใจไป ไม่ใช่เพราะฝีมือไม่ดี แต่เพราะรับมือกับแรงกระแทกทางจิตใจไม่ไหว ยังขาดการวิเคราะห์งานของตัวเอง การยอมรับว่างานแต่ละชิ้นมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน”

“ในโลกของภาพถ่าย ศิลปินช่างภาพไม่ได้ทำงานอยู่ลำพัง ยังมีนายทุน ภัณฑารักษ์ ผู้จัดการ ภาคการผลิต คนติดตั้งงาน ช่างฝีมือ คนพิมพ์ภาพ และผู้ชม ศิลปินจึงต้องเรียนรู้การถูกปฏิเสธในการทำงานกับผู้คนหลายกลุ่ม ทุกฝ่ายต่างมีข้อจำกัดแตกต่างกันไป อีกอย่างที่สำคัญคือการแยกแยะระหว่างคำติชมผลงานที่มีเหตุผลออกจากอารมณ์ส่วนตัวทั้งหมดนี้คือทักษะการเอาตัวรอด”
“ในฝั่งของภัณฑารักษ์เอง อำนาจในการคัดเลือกไม่ใช่แค่เรื่องรสนิยม แต่คือการตัดสินว่า “เสียงไหนควรถูกได้ยิน” และ “เสียงไหนจะหายไป”“แม้ว่าเราไม่สามารถซัพพอร์ตทุกคนได้ แต่ต้องมีอุดมการณ์ที่แน่วแน่ก่อนพื้นที่ควรเป็นของทุกคน ทุกคนเท่าเทียมกันหากมาพร้อมความสามารถและสร้างคุณค่าจากงานได้ นี่คือจริยธรรมของภัณฑารักษ์ในแบบที่ต้องยึดถือ จงเข้าใจว่าเราไม่ใช่ผู้ตัดสินสูงสุด แต่คือผู้ดูแลกระบวนการ ไม่ให้ประตูแห่งโอกาสถูกปิดตายตั้งแต่ต้น
llli Hub of Photography: พื้นที่ไม่ใช่แค่สถานที่ แต่คือ"โครงสร้าง"

เมื่อพูดถึงปัญหาของวงการภาพถ่ายในไทย ทอมมองว่าเราไม่ได้ขาดศิลปิน แต่เราขาด “โครงสร้าง”
ในอดีต พื้นที่ศิลปะภาพถ่ายมีอยู่อย่างจำกัด และมักพึ่งพาความเสียสละของกลุ่มบุคคลมากกว่านโยบายระยะยาว การก่อตั้ง Hub of Photography จึงเป็นความพยายามออกแบบพื้นที่ที่มีระบบและมาตรฐาน
“ต้องขอบคุณซีคอนสแควร์และภาคเอกชนที่เปิดโอกาสให้พื้นที่นี้เกิดขึ้น ด้วยความเชื่อว่าการเป็น “ฮับ” ต้องเป็นพื้นที่ของช่างภาพทุกคน เพราะภาพถ่ายไทยมีความหลากหลายทั้งสาขาและวิธีคิด”
“ในวันที่เริ่มโครงการพร้อมกับผู้ก่อตั้งในช่วงบุกเบิก สิริมา ไชยปรีชาวิทย์ ภัณฑารักษ์และผู้ก่อตั้ง GroundControlTH และ อีฟ มาริษา รุ่งโรจน์ ช่างภาพและเจ้าของเพจ ABOVE THE MARS มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือทำให้ศิลปะภาพถ่ายมีตัวตนและสร้างชุมชนที่แข็งแรงในระยะยาว จากการจัดกิจกรรม เวิร์คช็อป ที่ส่งเสริมด้านการถ่ายภาพและงานศิลปะ แม้ว่าพื้นที่เราจะอยู่ห่างจากใจกลางเมืองออกมา แต่เรามองว่ามันเป็นความท้าทาย หากว่านิทรรศการและกิจกรรมที่ทำมันมีความน่าสนใจ เราสามารถดึงผู้ชมกลุ่มเดิมและหาผู้ชมกลุ่มคนใหม่เพิ่มได้ด้วย”
สิ่งแรกที่ชัดเจนว่าต้องทำคือ การเปิดห้องสมุดภาพถ่าย ที่รวบรวมหนังสือภาพถ่ายของช่างภาพระดับโลกที่สำคัญต่อองค์ความรู้ ซึ่งบางเล่มหายากและมีราคาสูง รวมถึงเก็บหนังสือ photobookและสิ่งพิมพ์ ของศิลปินช่างภาพคนไทยไว้เป็น Archive ให้คนที่รักการถ่ายภาพเข้ามาอ่านได้ฟรี
ห้องสมุด คือพื้นฐานที่สำคัญของการสร้างความรู้ และทุกคนเข้าถึงได้ง่ายสามารถเข้ามานั่งอ่าน คุยงาน แลกเปลี่ยนความคิด หรือใช้เวลาอยู่กับภาพถ่ายได้จริง เพราะการดูภาพถ่ายบนกระดาษ การเห็นร่องรอยของเวลา และการเข้าใจบริบทของงาน คือประสบการณ์ที่หน้าจอไม่อาจทดแทนได้ หรืออาจจะมาคุยงานแล้วภาพถ่ายเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อโครงการต่างๆที่สร้างสรรค์ก็สามารถทำได้

llli โครงการ “EMERGE” เมล็ดพันธุ์ของระบบ ไม่ใช่เวทีประกวด
หัวใจสำคัญของ Hub of Photography คือโครงการ EMERGE 2025 ซึ่งเปิดรับผลงานในรูปแบบ Open Call และคัดเลือกโดยคณะกรรมการที่หมุนเวียนในแต่ละปี
EMERGE ไม่ได้สร้าง “ผู้ชนะ” แต่มันเปิดพื้นที่ให้ผลงานได้ถูกมองเห็นในระบบจริง ตั้งแต่การส่งงาน การคัดเลือก การทำงานกับภัณฑารักษ์ ไปจนถึงการจัดแสดง
ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา HOP ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย นักวิชาการ และหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนช่างภาพรุ่นใหม่ โดยเฉพาะการพัฒนา Portfolio และการเรียนรู้ร่วมกันว่าโลกของภาพถ่ายกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร
สำหรับศิลปินรุ่นใหม่ EMERGE คือการเข้าใจว่าโลกของศิลปะร่วมสมัยไม่ได้โรแมนติก และไม่ได้มีแค่ความงดงามทางสุนทรียะ การทำงานต้องใช้วินัย การตัดสินใจ และความรับผิดชอบ คนรุ่นใหม้ที่เข้าร่วมกับเราจะรู้ว่านี่คือ “เช็กพอยต์” ว่าเราพร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมในงานด้านนี้หรือไม่? รายการนี้จึง ไม่ใช่เส้นชัยแห่งการประสบความสำเร็จในวิชาชีพช่างภาพ

llli เด็กจบใหม่ในสายช่างภาพ ยังไม่รู้ว่าภาพถ่ายจะไปอยู่ตรงไหน ?
“ช่องว่างระหว่างระบบการศึกษากับโลกจริงยังคงเป็นปัญหาใหญ่ การเรียนรู้ด้านภาพถ่ายในไทยไม่ได้มีโครงสร้างต่อเนื่องเหมือนศาสตร์อื่น เด็กจำนวนมากเรียนจบ แต่ไม่รู้ว่าควรเดินต่ออย่างไร
“ปัญหาไม่ใช่ฝีมือ แต่คือการไม่เข้าใจระบบ ไม่รู้ว่างานแบบไหนอยู่ในแกลเลอรี ไม่รู้ว่าพอร์ตศิลปะแตกต่างจากพอร์ตเชิงพาณิชย์อย่างไร และไม่รู้ว่าภัณฑารักษ์มองผลงานจากจุดไหน รวมถึงการแข่งขันที่สูงเพราะทุกคนเข้าถึงเครื่องมือ ความรู้ได้เหมือนกัน”
“เทคโนโลยี AI เข้ามา ทุกคนได้รับผลกระทบ ไม่เว้นแม้แต่ช่างภาพมืออาชีพ เราไม่ควรติดกับดักความคิดว่า “งานดี เดี๋ยวคนก็จ้าง” แต่ต้องเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือการปฏิวัติอุตสาหกรรม”

“Hub of Photography และ EMERGE จึงพยายามทำหน้าที่เป็น “สะพาน” ระหว่างการศึกษาและโลกจริง ไม่ใช่เพื่อสอนเทคนิคการถ่ายภาพ แต่เพื่อแนะนำว่าภาพถ่ายทำงานอย่างไรในโลกปัจจุบัน และเป็นหน้าที่ของคอมมูนิตี้ภาพถ่ายคือการสร้างความตระหนักรู้ ว่าต้องปรับตัวอย่างไร และต้องเรียนรู้ชุดความรู้อะไรใหม่ ๆ
llli อนาคตของศิลปะภาพถ่ายและภัณฑารักษ์ ที่ต้องเดินไปพร้อมกัน
“วงการภาพถ่ายจะเติบโตไม่ได้ หากยังมองเห็นเพียงบทบาทของ “ช่างภาพ” เพราะในระบบนิเวศนี้ ยังต้องทำงานมีภัณฑารักษ์ นักจัดการ นักออกแบบ นักเขียน ผู้พิมพ์หนังสือ และผู้ชม ไปจนถึงการสร้างตัวตนเป็นคอนเทนตืครีเอเตอร์ ยังต้องใช้ชุดความรู้ที่ต้องพึงพาสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง เราก็เห้นว่าทุกบทบาทที่กล่าวมาล้วนสำคัญต่อระบบนิเวศน์นี้ทั้งหมด”
“ถ้าพูดถึงบทบาทโครงสร้างของรัฐในบ้านเรา ก็ไม่เคยถูกออกแบบมาเพื่อดูแลศิลปะภาพถ่ายในระยะยาวทำให้พื้นที่ศิลปะจำนวนมากอยู่ได้ด้วยแรงของบุคคล ภาคเอกชนและเมื่อบุคคลเหล่านั้นเหนื่อย พื้นที่ตรงนี้ก็หายไป”
“ในทางกลับกัน ภาคเอกชนมีศักยภาพในการเชื่อมต่อกับผู้คน หากผู้บริหารเปิดใจและเชื่อในคุณค่าของศิลปะ แม้จะไม่ได้เข้าใจศิลปะร่วมสมัยทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องของเงินอย่างเดียว แต่คือเรื่องของ “ความเชื่อ”เชื่อว่าศิลปะควรอยู่ในชีวิตประจำวัน เชื่อว่าพื้นที่ศิลปะไม่ควรถูกแยกออกจากสังคม และเชื่อว่าภาพถ่ายไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเราเห็นคุณค่า วางไว้อย่างถูกที่ถูกทาง ก็สามารถส่งเสริมศักยภาพธุรกิจในระยะยาวได้”
“หากทุกอย่างมีระบบที่เติบโต วางรากฐานได้ดี ศิลปะภาพถ่ายจะไม่ใช่แค่ภาพสวยหรือชื่นชมกันในแกลเลอรี่แล้วผ่านตาไป แต่จะเป็นหลักฐานว่า ในช่วงเวลาหนึ่ง เราเคยมีวัฒนธรรม มีบทบาททางสังคม และยังสามารถปรับตัวอยู่ได้ในทุกยุคสมัย”

llli "คนรุ่นใหม่"ต้องปรับตัวอย่างไร ?
ถ้าจะพูดถึงการปรับตัวอาจไม่ใช่การวิ่งไล่เทคโนโลยีให้ทันทุกเวอร์ชัน แต่ต้องรู้ทันว่าเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนกติกาอะไร และมันกำลังย้ายคุณค่าของงานการเป็นช่างภาพไปอยู่ตรงไหน
ในยุคที่ AI ทำให้การสร้างภาพง่ายขึ้น ความได้เปรียบของช่างภาพจึงไม่ใช่แค่คือ การมีมุมมอง ที่คนอื่นเลียนแบบยาก และ การมีเหตุผล ว่าทำไมภาพนี้ต้องเกิดขึ้น ทำไมต้องเป็นเราที่ถ่าย และภาพนี้กำลังสื่อสารอะไรต่อผู้คน
สิ่งที่คนรุ่นใหม่ควรฝึกให้หนัก อาจไม่ใช่แค่ทักษะภาพ แต่คือทักษะ “ระบบ”
รู้ว่างานภาพถ่ายไปอยู่ได้หลายพื้นที่ทั้งในโลกของศิลปะ สื่อ สารคดี ชุมชน ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็มีกติกาไม่เหมือนกัน การทำพอร์ตสะสมผลงานให้สวยอย่างเดียวอาจไม่พอ ต้องทำให้พอร์ตให้อธิบายตัวตนยว่าเราเป็นใคร และเราอยากโตไปทางไหน
การติดกับดักของการยอมรับในโลกออนไลน์ที่วัดทุกอย่างด้วยยอดไลก์ ยอดวิว อาจเพราะพาเรา “ดัง” ได้ แต่การเติบโตอย่างแข็งแรงและมั่นคงนั้นในระยะยาวมักไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดในวันหนึ่ง แต่เป็นคนที่รักษามาตรฐาน จุดไฟในตัวเองได้ต่อเนื่อง มีวินัยในการทำงาน และไม่ปล่อยให้เสียงภายนอกเป็นผู้กำหนดคุณค่าของตัวเองทั้งหมด
ท้ายที่สุด อนาคตของภาพถ่ายอาจไม่ได้อยู่ที่ภาพถ่ายจะถูกแทนที่หรือไม่ อยู่ที่ว่าเราจะทำให้คุณค่าภาพถ่ายกลับมาเป็นหลักฐานของความคิดได้อย่างไร ในวันที่ภาพถูกผลิตง่ายขึ้น งานที่มีน้ำหนักคือภาพที่พาคนดูไปไกลกว่า ‘สวย’ แต่พาคนดูไปไปเห็นความจริง และความสำคัญผ่านการสื่อสาร สิ่งที่ทำให้ภาพหนึ่งภาพอยู่ได้นานกว่าเทคโนโลยี คือ “มนุษย์” ที่อยู่หลังภาพนั้นเสมอ

ท้ายที่สุด ขอเชิญชวนชาว themissionth ไปชมนิทรรศการที่เต็มไปด้วยพลังของการทดลอง การตีความ และความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบที่หลากหลายของคนรุ่นใหม่อย่าง EMERGE 2025 ซึ่งปีนี้ประกอบไปด้วยการแสดงผลงาน 3 ส่วน ทั้งในส่วนของ Open Call , The Editions และ Zine Showcase ที่ HOP Hub of Photography ,ชั้น 2, MMAD at MunMun Srinakarin เปิดทำการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00 น. - 19.00 น.
Open Call Exhibition “EMERGE 2025”
BACC pop•up Gallery G1 - G2 ช่วงเวลาจัดแสดง 20 ธันวาคม 2568 - 22 กุมภาพันธ์ 2569
ผลงานภาพถ่ายที่หลากหลายของศิลปินไทยอายุ 18 - 25 ปี จากทั่วประเทศและต่างประเทศ โดยการคัดเลือกจากการเปิดรับผลงาน (Open Call)
The Editions
HOP PHOTO GALLERY ช่วงเวลาจัดแสดง 20 ธันวาคม 2568 - 25 มกราคม 2569
นิทรรศการที่รวบรวมผลงานโดดเด่นจากวิทยานิพนธ์ด้านภาพถ่ายทั่วประเทศในช่วงปี 2567 - 2568 คัดสรรโดยทีมภัณฑารักษ์ของ HOP
Zine Showcase
HOP CLUB Photobook Library ช่วงเวลาจัดแสดง 20 ธันวาคม 2568 - 11 มกราคม 2569
สิ่งพิมพ์ขนาดเล็ก (Zine) และหนังสือภาพถ่ายจากนักศึกษาและศิลปินรุ่นใหม่ ถ่ายทอดแนวคิดส่วนตัวผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ที่เข้าถึงง่าย
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและสอบถามข้อมูลได้ที่ เพจ HOP Hub Of Photography และอินสตาแกรม @hubofphotography
“ภาพถ่ายไม่ใช่แค่ภาพสวย แต่คือพื้นที่ของการมีตัวตน”
บทสนทนายาวกับ “ทอม โพธิสิทธิ์” ว่าด้วยการต่อสู้ของศิลปิน โครงสร้างที่หายไป และอนาคตของวงการภาพถ่ายไทย ทั้งในมิติของศิลปะ สังคม การศึกษา และเส้นทางของช่างภาพรุ่นใหม่

ในวันที่ภาพถ่ายถูกผลิตขึ้นนับล้านภาพในแต่ละวัน การกดไลก์ กดแชร์ และการถูกลืม เกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่วินาที โลกดิจิทัลทำให้ภาพถ่ายกลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงง่ายที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้ภาพถ่ายเปราะบางลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งในแง่ของคุณค่าและความหมาย
ในยุคดิจิทัลและการมาถึงของ AI ที่ค่อย ๆ ลบเส้นแบ่งระหว่างศิลปะและเทคโนโลยี วงการถ่ายภาพที่หายใจอย่างรวยรินต้องเตรียมตัวเผชิญกับคลื่นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกระลอกหนึ่ง
คำถามสำคัญในโลกของศิลปะภาพถ่าย จึงไม่ใช่แค่ “ภาพนี้สวยหรือไม่?”
แต่คือ “ภาพนี้ยังทำงานกับใครอยู่หรือเปล่า”และถ้ามันยังทำงานอยู่ มันกำลังทำงานอยู่บน “ระบบแบบไหน”
ศิลปะภาพถ่ายคือส่วนหนึ่งของศิลปะร่วมสมัยที่ควบคู่ไปกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผ่านวิวัฒนาการและการปฏิวัติอุตสาหกรรมในแต่ละยุคสมัย พร้อม ๆ กับการเปลี่ยนแปลงของสังคมมนุษย์
ทอม โพธิสิทธ์ ศิลปินช่างภาพ, gallerist และ creative director ของ Hub of Photography พื้นที่ส่งเสริมศิลปะภาพถ่ายในประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ที่ซีคอนสแควร์ โดยเขาเป็นผู้ที่สร้างโปรเจกต์ทั้งนิทรรศการ งานอีเวนต์ หรือการทำเวิร์คช๊อป ทั้งงานศิลปะและงานภาพถ่าย ได้คลุกคลีกับช่างภาพทั้งไทยและต่างประเทศมาอย่างยาวนาน เปิดพื้นที่ให้ศิลปินภาพถ่ายทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ ได้มีงานนิทรรศการของตัวเองและต่อยอดไปสู่โอกาสในโลกศิลปะที่กว้างขึ้น
llli หากภาพถ่ายคือ “ภาษา” ที่ศิลปินใช้สื่อสารตัวตน ความเชื่อ ความเจ็บปวด ความหวัง และการมีอยู่ของตนเองในโลก ในฐานะคนทำงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง นิยามศิลปะภาพถ่ายของตัวเองอย่างไร ?

“เราไม่ค่อยนิยามตัวเองว่าเป็น ‘ศิลปิน’ ในความหมายที่ถูกบรรจุอยู่ในกรอบใดกรอบหนึ่ง”เราไม่เชื่อในเส้นทางสำเร็จแบบ 1–2–3–4 ของวงการสร้างสรรค์ ไม่เชื่อว่างานศิลปะต้องถูกวางไว้บนแท่นสูง หรือถูกปกป้องด้วยศัพท์เทคนิคที่ทำให้คนทั่วไปไม่กล้าเข้าใกล้”
“ภาพถ่ายคือสิ่งที่คนใช้สื่อสาร จะเพื่อสุนทรียะ เพื่ออาชีพ หรือเพื่อบอกว่าเรายังอยู่ตรงนี้ หรือจะสื่อสารเรื่องต่าง ๆ ก็ได้ทั้งนั้น”
“สิ่งที่เราสนใจไม่ใช่ความสวยงามในเชิงผิวเผินอย่างเดียว แต่คือสิ่งที่ภาพถ่าย “สื่อสารออกมา” ทั้งเนื้อหาและความคิดสร้างสรรค์ ในโลกปัจจุบัน เราพูดถึงคุณค่าของการถ่ายภาพว่าภาพถ่ายที่เราทำอยู่มีความหมายอย่างไรต่อผลงาน ทั้งต่อช่างภาพที่ถูกเลือกมาแสดงงาน ในฐานะคนจัดงานเขาให้คุณค่ากับเราอย่างไร ต่อสังคมอย่างไร สิ่งเหล่านี้มันทำให้ผลงานนั้นร่วมสมัย(contemporary)”
“สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ทำให้งานยังร่วมสมัย และสามารถปรับตัวไปได้ในแต่ละยุค”แต่ในอีกด้านหนึ่ง ช่างภาพที่ทำงานด้วยความรักในวิชาชีพก็ต้องต่อสู้ในโลกจริง เพื่อการดำรงชีพ เพื่อรักษาความรู้สึกมีคุณค่า และเพื่อยืนหยัดอยู่กับตัวเองให้ได้”
llli ในระบบนิเวศของศิลปะ (Ecosystem) พื้นที่ของภาพถ่ายเป็นอย่างไร ?

“ในความเป็นจริง วงการถ่ายภาพไทยมีคอมมูนิตี้ที่เข้มแข็ง หากย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นของอินเทอร์เน็ต จะเห็นกลุ่มคนรักการถ่ายภาพหลากหลายแขนงก่อตัวเป็นชุมชนที่แข็งแรงอย่างมาก”
“ถ้ามองยุคเว็บบอร์ดอย่าง Pixpro, ห้องถ่ายภาพ Pantip, ThaiDPhoto และอีกหลายพื้นที่ ล้วนเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ที่ active อย่างจริงจัง แม้จะยังไม่มี notification จากโซเชียลมีเดียเหมือนปัจจุบัน นั่นถือเป็นช่วงเวลาที่โชคดีของวงการ”
“ถ้าหากจะพูดว่างานภาพถ่ายคือศิลปะร่วมสมัย เราต้องถามก่อนว่าสังคมเข้าใจคำว่าร่วมสมัยแค่ไหน”
“ความร่วมสมัยไม่ใช่เรื่องของฟอร์ม ไม่ใช่เทรนด์ และไม่ใช่การประกาศตัวว่า “ใหม่” แต่มันคือความสามารถของงานชิ้นหนึ่งในการตอบสนองต่อบริบทของสังคมในช่วงเวลานั้น”

คำว่า “ภาพถ่ายร่วมสมัย” จึงกลายเป็นทั้งคำอธิบายและเกราะป้องกันในโลกศิลปะ ไม่มีคำไหนถูกใช้บ่อยเท่ากับคำว่า “ร่วมสมัย” และในขณะเดียวกัน ก็ไม่มีคำไหนถูกใช้โดยไม่ถูกตั้งคำถามมากเท่านี้ มันg]pกลายเป็นเกราะ ที่ทำให้ไม่ต้องอธิบายว่างานนี้เกี่ยวข้องกับสังคมอย่างไร หรือกำลังพูดกับใคร”
“เราชอบใช้คำว่า “ทันสมัย” มากกว่า เพราะคำนี้ไม่แบ่งแยกว่างานเก่าหรือใหม่ งานเก่าอาจยังทันสมัยได้ หากมันยังทำงานกับปัจจุบัน และงานใหม่ก็อาจล้าสมัยได้ หากมันไม่เชื่อมโยงกับโลกจริง”ความร่วมสมัยสำหรับเราคือการเคลื่อนไหว มันต้องเดินได้ หายใจได้ และปรับตัวไปพร้อมกับผู้คน”
llli ศิลปะภาพถ่ายในโลกจริง “แพสชัน เงิน และการเอาตัวรอด”
“เราขอไม่โรแมนติไซส์การเป็นศิลปินแล้วกัน พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า การทำงานภาพถ่ายนั้น “โคตรลำบาก” ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและในเชิงจิตใจ ช่างภาพทุกคนทำงานท้าทายอยู่แล้ว เพราะสุดท้ายเราทำด้วยความรัก”
“เงิน เป็นประเด็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการทำงาน และไม่ควรเป็นเกณฑ์ตัดสินคุณค่าของงานเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ภาพถ่ายมอบให้กับคนทำงานไม่ใช่แค่รายได้ แต่คือสังคม ความรู้สึกมีคุณค่า ในอีกเสี้ยวหนึ่งคือการรู้สึกไม่โดดเดี่ยว ภาพถ่ายทำให้ใครบางคนรู้สึกว่าเสียงของเขายังมีที่ยืน แม้โลกจะไม่ฟังเขาในเรื่องอื่นเลยก็ตาม เพราะเป็นอาชีพที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับทั้งผู้คนและสังคมอยู่ตลอดเวลา”
“แต่ในขณะเดียวกัน วงการภาพถ่ายก็เต็มไปด้วยกับดัก โดยเฉพาะสำหรับคนรุ่นใหม่ ทั้งค่าอุปกรณ์ที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ กับดักของการยอมรับ และภาพลวงตาว่ารูปสวย เล่าเรื่องได้ เท่ากับการเป็นศิลปิน การต้องประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว”

“ขอเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของตัวเอง ตั้งแต่การถ่ายภาพด้วยกล้องคอมแพกต์ การเข้าเวิร์กช็อปครั้งแรก และความรู้สึกเล็กลงทันทีเมื่อเห็นคนถืออุปกรณ์ราคาแพงกว่า
“มันทำให้หลายคนเชื่อว่า ถ้าไม่มีของแบบนี้ เราจะไม่มีที่ยืนในวงการ” ในยุคหนึ่งต้องยอมรับว่ามันเป็นค่านิยมชุดหนึ่ง ที่สังคมยังไม่ได้เปิดกว้างในด้านข้อมูล และการเข้าถึงแหล่งความรู้ด้านการถ่ายภาพก็ต้องมีต้นทุนค่อนข้างสูงในสมัยก่อน”
“ทั้งที่ในความเป็นจริง สิ่งที่ขาดแคลนที่สุดไม่ใช่อุปกรณ์หรือโอกาส หากมีพื้นที่ที่ไม่ตัดสินคุณค่าของคนและงานจากทุนทรัพย์ และมีคอมมูนิตี้ที่พร้อมจะสร้างการเรียนรู้ร่วมกันในระยะยาวได้ อันนี้ต่างหากที่ต้องทำให้เกิดขึ้น”
llli การต่อสู้ที่มองไม่เห็น: คำวิจารณ์ ความคาดหวัง และระบบภายในของศิลปิน
สิ่งที่ไม่ค่อยถูกพูดในที่สาธารณะ คือ “ระบบภายใน” ของศิลปิน ทอมเชื่อว่าทุกคนที่เดินเข้าสู่เส้นทางนี้ต้องเผชิญกับคำวิจารณ์ แต่ปัญหาไม่ใช่การถูกวิจารณ์ หากคือการไม่มีเครื่องมือบริหารจัดการ ถ้าเราไม่รู้จุดอ่อนของงานตัวเอง คำตินิดเดียวก็ทำให้พังได้”
“ศิลปินรุ่นใหม่จำนวนมากหลุดออกจากวงการ ล้มเลิกความตั้งใจไป ไม่ใช่เพราะฝีมือไม่ดี แต่เพราะรับมือกับแรงกระแทกทางจิตใจไม่ไหว ยังขาดการวิเคราะห์งานของตัวเอง การยอมรับว่างานแต่ละชิ้นมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน”

“ในโลกของภาพถ่าย ศิลปินช่างภาพไม่ได้ทำงานอยู่ลำพัง ยังมีนายทุน ภัณฑารักษ์ ผู้จัดการ ภาคการผลิต คนติดตั้งงาน ช่างฝีมือ คนพิมพ์ภาพ และผู้ชม ศิลปินจึงต้องเรียนรู้การถูกปฏิเสธในการทำงานกับผู้คนหลายกลุ่ม ทุกฝ่ายต่างมีข้อจำกัดแตกต่างกันไป อีกอย่างที่สำคัญคือการแยกแยะระหว่างคำติชมผลงานที่มีเหตุผลออกจากอารมณ์ส่วนตัวทั้งหมดนี้คือทักษะการเอาตัวรอด”
“ในฝั่งของภัณฑารักษ์เอง อำนาจในการคัดเลือกไม่ใช่แค่เรื่องรสนิยม แต่คือการตัดสินว่า “เสียงไหนควรถูกได้ยิน” และ “เสียงไหนจะหายไป”“แม้ว่าเราไม่สามารถซัพพอร์ตทุกคนได้ แต่ต้องมีอุดมการณ์ที่แน่วแน่ก่อนพื้นที่ควรเป็นของทุกคน ทุกคนเท่าเทียมกันหากมาพร้อมความสามารถและสร้างคุณค่าจากงานได้ นี่คือจริยธรรมของภัณฑารักษ์ในแบบที่ต้องยึดถือ จงเข้าใจว่าเราไม่ใช่ผู้ตัดสินสูงสุด แต่คือผู้ดูแลกระบวนการ ไม่ให้ประตูแห่งโอกาสถูกปิดตายตั้งแต่ต้น
llli Hub of Photography: พื้นที่ไม่ใช่แค่สถานที่ แต่คือ"โครงสร้าง"

เมื่อพูดถึงปัญหาของวงการภาพถ่ายในไทย ทอมมองว่าเราไม่ได้ขาดศิลปิน แต่เราขาด “โครงสร้าง”
ในอดีต พื้นที่ศิลปะภาพถ่ายมีอยู่อย่างจำกัด และมักพึ่งพาความเสียสละของกลุ่มบุคคลมากกว่านโยบายระยะยาว การก่อตั้ง Hub of Photography จึงเป็นความพยายามออกแบบพื้นที่ที่มีระบบและมาตรฐาน
“ต้องขอบคุณซีคอนสแควร์และภาคเอกชนที่เปิดโอกาสให้พื้นที่นี้เกิดขึ้น ด้วยความเชื่อว่าการเป็น “ฮับ” ต้องเป็นพื้นที่ของช่างภาพทุกคน เพราะภาพถ่ายไทยมีความหลากหลายทั้งสาขาและวิธีคิด”
“ในวันที่เริ่มโครงการพร้อมกับผู้ก่อตั้งในช่วงบุกเบิก สิริมา ไชยปรีชาวิทย์ ภัณฑารักษ์และผู้ก่อตั้ง GroundControlTH และ อีฟ มาริษา รุ่งโรจน์ ช่างภาพและเจ้าของเพจ ABOVE THE MARS มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือทำให้ศิลปะภาพถ่ายมีตัวตนและสร้างชุมชนที่แข็งแรงในระยะยาว จากการจัดกิจกรรม เวิร์คช็อป ที่ส่งเสริมด้านการถ่ายภาพและงานศิลปะ แม้ว่าพื้นที่เราจะอยู่ห่างจากใจกลางเมืองออกมา แต่เรามองว่ามันเป็นความท้าทาย หากว่านิทรรศการและกิจกรรมที่ทำมันมีความน่าสนใจ เราสามารถดึงผู้ชมกลุ่มเดิมและหาผู้ชมกลุ่มคนใหม่เพิ่มได้ด้วย”
สิ่งแรกที่ชัดเจนว่าต้องทำคือ การเปิดห้องสมุดภาพถ่าย ที่รวบรวมหนังสือภาพถ่ายของช่างภาพระดับโลกที่สำคัญต่อองค์ความรู้ ซึ่งบางเล่มหายากและมีราคาสูง รวมถึงเก็บหนังสือ photobookและสิ่งพิมพ์ ของศิลปินช่างภาพคนไทยไว้เป็น Archive ให้คนที่รักการถ่ายภาพเข้ามาอ่านได้ฟรี
ห้องสมุด คือพื้นฐานที่สำคัญของการสร้างความรู้ และทุกคนเข้าถึงได้ง่ายสามารถเข้ามานั่งอ่าน คุยงาน แลกเปลี่ยนความคิด หรือใช้เวลาอยู่กับภาพถ่ายได้จริง เพราะการดูภาพถ่ายบนกระดาษ การเห็นร่องรอยของเวลา และการเข้าใจบริบทของงาน คือประสบการณ์ที่หน้าจอไม่อาจทดแทนได้ หรืออาจจะมาคุยงานแล้วภาพถ่ายเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อโครงการต่างๆที่สร้างสรรค์ก็สามารถทำได้

llli โครงการ “EMERGE” เมล็ดพันธุ์ของระบบ ไม่ใช่เวทีประกวด
หัวใจสำคัญของ Hub of Photography คือโครงการ EMERGE 2025 ซึ่งเปิดรับผลงานในรูปแบบ Open Call และคัดเลือกโดยคณะกรรมการที่หมุนเวียนในแต่ละปี
EMERGE ไม่ได้สร้าง “ผู้ชนะ” แต่มันเปิดพื้นที่ให้ผลงานได้ถูกมองเห็นในระบบจริง ตั้งแต่การส่งงาน การคัดเลือก การทำงานกับภัณฑารักษ์ ไปจนถึงการจัดแสดง
ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา HOP ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย นักวิชาการ และหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนช่างภาพรุ่นใหม่ โดยเฉพาะการพัฒนา Portfolio และการเรียนรู้ร่วมกันว่าโลกของภาพถ่ายกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร
สำหรับศิลปินรุ่นใหม่ EMERGE คือการเข้าใจว่าโลกของศิลปะร่วมสมัยไม่ได้โรแมนติก และไม่ได้มีแค่ความงดงามทางสุนทรียะ การทำงานต้องใช้วินัย การตัดสินใจ และความรับผิดชอบ คนรุ่นใหม้ที่เข้าร่วมกับเราจะรู้ว่านี่คือ “เช็กพอยต์” ว่าเราพร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมในงานด้านนี้หรือไม่? รายการนี้จึง ไม่ใช่เส้นชัยแห่งการประสบความสำเร็จในวิชาชีพช่างภาพ

llli เด็กจบใหม่ในสายช่างภาพ ยังไม่รู้ว่าภาพถ่ายจะไปอยู่ตรงไหน ?
“ช่องว่างระหว่างระบบการศึกษากับโลกจริงยังคงเป็นปัญหาใหญ่ การเรียนรู้ด้านภาพถ่ายในไทยไม่ได้มีโครงสร้างต่อเนื่องเหมือนศาสตร์อื่น เด็กจำนวนมากเรียนจบ แต่ไม่รู้ว่าควรเดินต่ออย่างไร
“ปัญหาไม่ใช่ฝีมือ แต่คือการไม่เข้าใจระบบ ไม่รู้ว่างานแบบไหนอยู่ในแกลเลอรี ไม่รู้ว่าพอร์ตศิลปะแตกต่างจากพอร์ตเชิงพาณิชย์อย่างไร และไม่รู้ว่าภัณฑารักษ์มองผลงานจากจุดไหน รวมถึงการแข่งขันที่สูงเพราะทุกคนเข้าถึงเครื่องมือ ความรู้ได้เหมือนกัน”
“เทคโนโลยี AI เข้ามา ทุกคนได้รับผลกระทบ ไม่เว้นแม้แต่ช่างภาพมืออาชีพ เราไม่ควรติดกับดักความคิดว่า “งานดี เดี๋ยวคนก็จ้าง” แต่ต้องเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือการปฏิวัติอุตสาหกรรม”

“Hub of Photography และ EMERGE จึงพยายามทำหน้าที่เป็น “สะพาน” ระหว่างการศึกษาและโลกจริง ไม่ใช่เพื่อสอนเทคนิคการถ่ายภาพ แต่เพื่อแนะนำว่าภาพถ่ายทำงานอย่างไรในโลกปัจจุบัน และเป็นหน้าที่ของคอมมูนิตี้ภาพถ่ายคือการสร้างความตระหนักรู้ ว่าต้องปรับตัวอย่างไร และต้องเรียนรู้ชุดความรู้อะไรใหม่ ๆ
llli อนาคตของศิลปะภาพถ่ายและภัณฑารักษ์ ที่ต้องเดินไปพร้อมกัน
“วงการภาพถ่ายจะเติบโตไม่ได้ หากยังมองเห็นเพียงบทบาทของ “ช่างภาพ” เพราะในระบบนิเวศนี้ ยังต้องทำงานมีภัณฑารักษ์ นักจัดการ นักออกแบบ นักเขียน ผู้พิมพ์หนังสือ และผู้ชม ไปจนถึงการสร้างตัวตนเป็นคอนเทนตืครีเอเตอร์ ยังต้องใช้ชุดความรู้ที่ต้องพึงพาสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง เราก็เห้นว่าทุกบทบาทที่กล่าวมาล้วนสำคัญต่อระบบนิเวศน์นี้ทั้งหมด”
“ถ้าพูดถึงบทบาทโครงสร้างของรัฐในบ้านเรา ก็ไม่เคยถูกออกแบบมาเพื่อดูแลศิลปะภาพถ่ายในระยะยาวทำให้พื้นที่ศิลปะจำนวนมากอยู่ได้ด้วยแรงของบุคคล ภาคเอกชนและเมื่อบุคคลเหล่านั้นเหนื่อย พื้นที่ตรงนี้ก็หายไป”
“ในทางกลับกัน ภาคเอกชนมีศักยภาพในการเชื่อมต่อกับผู้คน หากผู้บริหารเปิดใจและเชื่อในคุณค่าของศิลปะ แม้จะไม่ได้เข้าใจศิลปะร่วมสมัยทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องของเงินอย่างเดียว แต่คือเรื่องของ “ความเชื่อ”เชื่อว่าศิลปะควรอยู่ในชีวิตประจำวัน เชื่อว่าพื้นที่ศิลปะไม่ควรถูกแยกออกจากสังคม และเชื่อว่าภาพถ่ายไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเราเห็นคุณค่า วางไว้อย่างถูกที่ถูกทาง ก็สามารถส่งเสริมศักยภาพธุรกิจในระยะยาวได้”
“หากทุกอย่างมีระบบที่เติบโต วางรากฐานได้ดี ศิลปะภาพถ่ายจะไม่ใช่แค่ภาพสวยหรือชื่นชมกันในแกลเลอรี่แล้วผ่านตาไป แต่จะเป็นหลักฐานว่า ในช่วงเวลาหนึ่ง เราเคยมีวัฒนธรรม มีบทบาททางสังคม และยังสามารถปรับตัวอยู่ได้ในทุกยุคสมัย”

llli "คนรุ่นใหม่"ต้องปรับตัวอย่างไร ?
ถ้าจะพูดถึงการปรับตัวอาจไม่ใช่การวิ่งไล่เทคโนโลยีให้ทันทุกเวอร์ชัน แต่ต้องรู้ทันว่าเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนกติกาอะไร และมันกำลังย้ายคุณค่าของงานการเป็นช่างภาพไปอยู่ตรงไหน
ในยุคที่ AI ทำให้การสร้างภาพง่ายขึ้น ความได้เปรียบของช่างภาพจึงไม่ใช่แค่คือ การมีมุมมอง ที่คนอื่นเลียนแบบยาก และ การมีเหตุผล ว่าทำไมภาพนี้ต้องเกิดขึ้น ทำไมต้องเป็นเราที่ถ่าย และภาพนี้กำลังสื่อสารอะไรต่อผู้คน
สิ่งที่คนรุ่นใหม่ควรฝึกให้หนัก อาจไม่ใช่แค่ทักษะภาพ แต่คือทักษะ “ระบบ”
รู้ว่างานภาพถ่ายไปอยู่ได้หลายพื้นที่ทั้งในโลกของศิลปะ สื่อ สารคดี ชุมชน ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็มีกติกาไม่เหมือนกัน การทำพอร์ตสะสมผลงานให้สวยอย่างเดียวอาจไม่พอ ต้องทำให้พอร์ตให้อธิบายตัวตนยว่าเราเป็นใคร และเราอยากโตไปทางไหน
การติดกับดักของการยอมรับในโลกออนไลน์ที่วัดทุกอย่างด้วยยอดไลก์ ยอดวิว อาจเพราะพาเรา “ดัง” ได้ แต่การเติบโตอย่างแข็งแรงและมั่นคงนั้นในระยะยาวมักไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดในวันหนึ่ง แต่เป็นคนที่รักษามาตรฐาน จุดไฟในตัวเองได้ต่อเนื่อง มีวินัยในการทำงาน และไม่ปล่อยให้เสียงภายนอกเป็นผู้กำหนดคุณค่าของตัวเองทั้งหมด
ท้ายที่สุด อนาคตของภาพถ่ายอาจไม่ได้อยู่ที่ภาพถ่ายจะถูกแทนที่หรือไม่ อยู่ที่ว่าเราจะทำให้คุณค่าภาพถ่ายกลับมาเป็นหลักฐานของความคิดได้อย่างไร ในวันที่ภาพถูกผลิตง่ายขึ้น งานที่มีน้ำหนักคือภาพที่พาคนดูไปไกลกว่า ‘สวย’ แต่พาคนดูไปไปเห็นความจริง และความสำคัญผ่านการสื่อสาร สิ่งที่ทำให้ภาพหนึ่งภาพอยู่ได้นานกว่าเทคโนโลยี คือ “มนุษย์” ที่อยู่หลังภาพนั้นเสมอ

ท้ายที่สุด ขอเชิญชวนชาว themissionth ไปชมนิทรรศการที่เต็มไปด้วยพลังของการทดลอง การตีความ และความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบที่หลากหลายของคนรุ่นใหม่อย่าง EMERGE 2025 ซึ่งปีนี้ประกอบไปด้วยการแสดงผลงาน 3 ส่วน ทั้งในส่วนของ Open Call , The Editions และ Zine Showcase ที่ HOP Hub of Photography ,ชั้น 2, MMAD at MunMun Srinakarin เปิดทำการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00 น. - 19.00 น.
Open Call Exhibition “EMERGE 2025”
BACC pop•up Gallery G1 - G2 ช่วงเวลาจัดแสดง 20 ธันวาคม 2568 - 22 กุมภาพันธ์ 2569
ผลงานภาพถ่ายที่หลากหลายของศิลปินไทยอายุ 18 - 25 ปี จากทั่วประเทศและต่างประเทศ โดยการคัดเลือกจากการเปิดรับผลงาน (Open Call)
The Editions
HOP PHOTO GALLERY ช่วงเวลาจัดแสดง 20 ธันวาคม 2568 - 25 มกราคม 2569
นิทรรศการที่รวบรวมผลงานโดดเด่นจากวิทยานิพนธ์ด้านภาพถ่ายทั่วประเทศในช่วงปี 2567 - 2568 คัดสรรโดยทีมภัณฑารักษ์ของ HOP
Zine Showcase
HOP CLUB Photobook Library ช่วงเวลาจัดแสดง 20 ธันวาคม 2568 - 11 มกราคม 2569
สิ่งพิมพ์ขนาดเล็ก (Zine) และหนังสือภาพถ่ายจากนักศึกษาและศิลปินรุ่นใหม่ ถ่ายทอดแนวคิดส่วนตัวผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ที่เข้าถึงง่าย
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและสอบถามข้อมูลได้ที่ เพจ HOP Hub Of Photography และอินสตาแกรม @hubofphotography
Text:
Chanathip K
Chanathip K
PHOTO:
Mashlabphoto
Mashlabphoto
Related Posts




