Intro to Trail Running

Intro to Trail Running

5 ก.ค. 2566

SHARE WITH:

5 ก.ค. 2566

5 ก.ค. 2566

SHARE WITH:

SHARE WITH:

Intro to Trail Running

“แกเข้าไปทำอะไรในป่าเป็นวันๆ อะ... “

คำถามจากเพื่อนที่ถามเราตอนเห็นเราไปวิ่งเทรล หายเข้าป่าไปทีหลายชั่วโมง หรือไปงานแข่งวิ่งเทรล แบบที่วิ่งกันข้ามวันข้ามคืน วิ่งทีเป็น 100 กิโลเมตร เอาเรี่ยวเอาแรงที่ไหนมาวิ่ง ไม่หลับไม่นอนเหรอ?

ก่อนอื่นต้องเกริ่นก่อน สำหรับคนที่ไม่รู้จักการวิ่งเทรล หรือ Trail Running ว่ามันคือกิจกรรมอะไร ต่างจากการวิ่งทั่วไปยังไง?

ถ้าให้เรานิยาม การวิ่งเทรลน่าจะเป็นเหมือนการเดินป่าแบบรวดเร็ว มันก็คือการวิ่งที่เปลี่ยนเส้นทางจากบนถนนมาเป็นป่าเขา หรือในไทยก็อาจจะเป็นทางลูกรัง ทางเข้าหมู่บ้าน ซึ่งแน่ล่ะ มันก็ไม่ใช่วิ่งในแนวราบธรรมดาๆ ก็ต้องมีขึ้นเขาลงเขา ตามสภาพเส้นทางนั่นแหละ พูดง่ายๆ ก็คือ เราไปเหมือนคนที่เค้าไปเดินป่า หรือ Hiking กัน เพียงแต่เราเปลี่ยนเป็นวิ่งแทน

ทีนี้อาจจะเริ่มสงสัยละ ว่าเค้าเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาวิ่งขึ้นเขาเป็นลูกๆ กัน บางเส้นทางแค่ขับรถขึ้นยังเหนื่อยเลย

_

เอาจริงๆ แล้วเราบอกว่าเราไปวิ่งในป่า แต่มันก็คือวิ่งๆ เดินๆ แหละ ไหวแค่ไหนก็แค่นั้น เจอทางชันก็เดิน ทางราบเราก็วิ่ง ไปตามแรงที่เรามี

อย่างตอนที่เราเริ่มวิ่งเทรลใหม่ๆ ก็คือเดินล้วนๆ แต่ด้วยก่อนหน้าที่จะมาวิ่งเทรล เราก็วิ่งถนนมาก่อนประมาณ 2 ปี ซึ่งตรงนี้ก็ทำให้เรามีพื้นฐานร่างกายอยู่บ้าง พอเริ่มวิ่งเทรลมันก็ยากกว่าวิ่งถนนจริงๆ นั่นแหละ ด้วยพื้นผิวของทาง ความชันระดับต่างๆ ที่ทำให้เราต้องใช้กล้ามเนื้อหลายส่วนมากขึ้น แต่ก็เหมือนกับทุกกิจกรรม พอเราทำซ้ำเรื่อยๆ ไปเดินบ่อยๆ ไปวิ่งบ่อยๆ เหมือนได้ฝึกบ่อยๆ มันก็เริ่มชิน เริ่มอยู่ตัวไปเอง ไม่ปวดขาเหมือนวันแรกๆ ที่แบบ แค่กลับมาเดินก็โอดโอยแล้ว

พอการวิ่งเทรลเริ่มเป็นที่รู้จักและแพร่หลายมากขึ้นในไทย ก็เริ่มมีรายการแข่งวิ่งเทรลเกิดขึ้น จากระยะสั้นๆ เหมือนระยะการวิ่งถนน ก็มีการวิ่งเทรลแบบ Ultra ซึ่งหมายถึงการวิ่งในระยะที่เกิน 50 กิโลเมตรขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยก็มีงานวิ่งเทรลถึงระยะ 100 กิโลเมตร 100 ไมล์ เลยทีเดียว ซึ่งมันก็เป็นเหมือนความท้าทายนะ

_

ท้าทายยังไง? ก็จากคนที่ไปเดินๆวิ่งๆในป่ามันก็เกิดความคิดที่ว่า เราจะวิ่งได้จริงป่ะ? เราจะมีแรงอยู่ข้ามวันข้ามคืนเหรอ? ซึ่งตัวเราเองก็ได้คำตอบกับตัวเองว่าเราทำได้

มันก็เป็นความรู้สึกดีที่เหมือนเราได้ทำเป้าหมายเล็กๆ ของเราสำเร็จ ตอบคำถามจากเพื่อนได้แล้วว่า มันวิ่งได้จริงๆนะ 100 กิโลเมตรเนี่ย และไม่ใช่แค่เราด้วย มีคนอีกหลายพันที่ทำได้เหมือนกัน ถ้าหากเราเตรียมตัวและฝึกซ้อม

ซึ่งก็ต้องบอกว่าหากจะลงวิ่งเทรลระยะไกลๆ ก็ต้องใช้เวลาฝึกซ้อมที่นานขึ้นเหมือนกัน ซึ่งบางคน รวมถึงเราเอง ก็ทำงานประจำ วันธรรมดาเราก็วิ่งถนนปกติแถวที่ทำงาน หรือเข้าฟิตเนสเพื่อไป WeightTraining เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ที่เป็นวันหยุด ก็จะไปวิ่งเส้นเทรลบนเขาแถวๆ บ้าน ซึ่งระยะเวลาการฝึกซ้อมก็ขึ้นอยู่กับระยะที่ลงแข่ง ถ้าลงแข่งระยะยาวๆมากอย่าง 50-100 กิโลเมตร ก็จะออกไปวิ่งยาวๆหน่อยแบบ 5-6 ชั่วโมง

_

แต่ใครที่วิ่งเทรลแล้วรู้สึกเหนื่อย ทรมาน ท้อแท้ เราก็อยากจะบอกว่าทุกคนน่าจะผ่านความรู้สึกนี้กันหมด ยิ่งในงานแข่งหรือเวลาซ้อมวิ่ง มันก็มีเหนื่อยมีท้อเหมือนกัน คือมันเป็นความเหนื่อยแต่มีความสุข พอได้ทำไปนานๆ จนมันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา เป็นไลฟ์สไตล์ไปแล้ว

บางทีวิ่งๆไปก็คิดว่า จบงานนี่จะไม่ลงแล้ว แต่เชื่อเถอะ เราว่าส่วนใหญ่ ผ่านไปสัก 2-3 วัน เอาละ เริ่มหางานวิ่งใหม่ เริ่มอยากนัดเพื่อนไปเทรลแล้ว ซึ่งมันเป็นปกติมากๆ ที่เวลาเราไปซ้อมหรือไปเทรลแล้วมันเหนื่อยมันท้อ แต่เชื่อว่าหลังจากจบทริปหรือหลังจากแข่งเสร็จ คือมันจะรู้สึกฟินมากๆ

_

เดี๋ยวนี้ใกล้เมืองใหญ่ๆ ก็มีเส้นทางให้เดินได้ง่ายๆหลากหลายเส้น อย่างที่เชียงใหม่ที่เราไปบ่อยๆก็จะมี เส้นเทรลวัดผาลาด ซึ่งอันนี้แนะนำสำหรับคนที่อยากมาลองวิ่งเทรล หรือมาเดินเล่นก็ได้ เพราะเป็นเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติที่เป็นที่นิยมอยู่แล้ว

สามารถค้นหาคำว่า Wat Pha Lat Hike (Monk's trail) ใน google maps จะมีพิกัดบอกชัดเจน และเราว่าเป็นเส้นทางที่สะดวกมากๆ เพราะใกล้เมือง มีที่จอดรถ มีคาเฟ่ และร้านอาหารใกล้ๆ ไปวิ่งไปเดินเสร็จก็กลับมาแวะได้ และเส้นทางไม่ได้ยาวมาก ไปกลับจากจุดจอดรถ ประมาณ 5 กิโลเมตร

สำหรับคนที่ไม่เคยวิ่งหรืออยากหากิจกรรมอะไรทำสักอย่างนึง ก็อยากชวนให้ลองมาวิ่งเทรลหรือเดินเทรลดู อย่างน้อยก็ได้สุขภาพที่แข็งแรงขึ้นแน่ๆ ช่วยให้มีสมาธิมากขึ้น การได้อยู่กับธรรมชาติมันสดชื่น และการได้อยู่กับตัวเองในช่วงเวลาหนึ่ง มันดีมากๆ เลยนะ

_

เป็นช่วงเวลาที่เราไม่ต้องคิดอะไร แล้วมันก็สบายใจเหมือนได้หลุดจากชีวิตเดิมๆ ที่ต้องขับรถ รถติด นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ มาพบกับโลกใบใหม่ที่สร้างขึ้นมาจากสองเท้าของเราเอง

“แกเข้าไปทำอะไรในป่าเป็นวันๆ อะ... “

คำถามจากเพื่อนที่ถามเราตอนเห็นเราไปวิ่งเทรล หายเข้าป่าไปทีหลายชั่วโมง หรือไปงานแข่งวิ่งเทรล แบบที่วิ่งกันข้ามวันข้ามคืน วิ่งทีเป็น 100 กิโลเมตร เอาเรี่ยวเอาแรงที่ไหนมาวิ่ง ไม่หลับไม่นอนเหรอ?

ก่อนอื่นต้องเกริ่นก่อน สำหรับคนที่ไม่รู้จักการวิ่งเทรล หรือ Trail Running ว่ามันคือกิจกรรมอะไร ต่างจากการวิ่งทั่วไปยังไง?

ถ้าให้เรานิยาม การวิ่งเทรลน่าจะเป็นเหมือนการเดินป่าแบบรวดเร็ว มันก็คือการวิ่งที่เปลี่ยนเส้นทางจากบนถนนมาเป็นป่าเขา หรือในไทยก็อาจจะเป็นทางลูกรัง ทางเข้าหมู่บ้าน ซึ่งแน่ล่ะ มันก็ไม่ใช่วิ่งในแนวราบธรรมดาๆ ก็ต้องมีขึ้นเขาลงเขา ตามสภาพเส้นทางนั่นแหละ พูดง่ายๆ ก็คือ เราไปเหมือนคนที่เค้าไปเดินป่า หรือ Hiking กัน เพียงแต่เราเปลี่ยนเป็นวิ่งแทน

ทีนี้อาจจะเริ่มสงสัยละ ว่าเค้าเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาวิ่งขึ้นเขาเป็นลูกๆ กัน บางเส้นทางแค่ขับรถขึ้นยังเหนื่อยเลย

_

เอาจริงๆ แล้วเราบอกว่าเราไปวิ่งในป่า แต่มันก็คือวิ่งๆ เดินๆ แหละ ไหวแค่ไหนก็แค่นั้น เจอทางชันก็เดิน ทางราบเราก็วิ่ง ไปตามแรงที่เรามี

อย่างตอนที่เราเริ่มวิ่งเทรลใหม่ๆ ก็คือเดินล้วนๆ แต่ด้วยก่อนหน้าที่จะมาวิ่งเทรล เราก็วิ่งถนนมาก่อนประมาณ 2 ปี ซึ่งตรงนี้ก็ทำให้เรามีพื้นฐานร่างกายอยู่บ้าง พอเริ่มวิ่งเทรลมันก็ยากกว่าวิ่งถนนจริงๆ นั่นแหละ ด้วยพื้นผิวของทาง ความชันระดับต่างๆ ที่ทำให้เราต้องใช้กล้ามเนื้อหลายส่วนมากขึ้น แต่ก็เหมือนกับทุกกิจกรรม พอเราทำซ้ำเรื่อยๆ ไปเดินบ่อยๆ ไปวิ่งบ่อยๆ เหมือนได้ฝึกบ่อยๆ มันก็เริ่มชิน เริ่มอยู่ตัวไปเอง ไม่ปวดขาเหมือนวันแรกๆ ที่แบบ แค่กลับมาเดินก็โอดโอยแล้ว

พอการวิ่งเทรลเริ่มเป็นที่รู้จักและแพร่หลายมากขึ้นในไทย ก็เริ่มมีรายการแข่งวิ่งเทรลเกิดขึ้น จากระยะสั้นๆ เหมือนระยะการวิ่งถนน ก็มีการวิ่งเทรลแบบ Ultra ซึ่งหมายถึงการวิ่งในระยะที่เกิน 50 กิโลเมตรขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยก็มีงานวิ่งเทรลถึงระยะ 100 กิโลเมตร 100 ไมล์ เลยทีเดียว ซึ่งมันก็เป็นเหมือนความท้าทายนะ

_

ท้าทายยังไง? ก็จากคนที่ไปเดินๆวิ่งๆในป่ามันก็เกิดความคิดที่ว่า เราจะวิ่งได้จริงป่ะ? เราจะมีแรงอยู่ข้ามวันข้ามคืนเหรอ? ซึ่งตัวเราเองก็ได้คำตอบกับตัวเองว่าเราทำได้

มันก็เป็นความรู้สึกดีที่เหมือนเราได้ทำเป้าหมายเล็กๆ ของเราสำเร็จ ตอบคำถามจากเพื่อนได้แล้วว่า มันวิ่งได้จริงๆนะ 100 กิโลเมตรเนี่ย และไม่ใช่แค่เราด้วย มีคนอีกหลายพันที่ทำได้เหมือนกัน ถ้าหากเราเตรียมตัวและฝึกซ้อม

ซึ่งก็ต้องบอกว่าหากจะลงวิ่งเทรลระยะไกลๆ ก็ต้องใช้เวลาฝึกซ้อมที่นานขึ้นเหมือนกัน ซึ่งบางคน รวมถึงเราเอง ก็ทำงานประจำ วันธรรมดาเราก็วิ่งถนนปกติแถวที่ทำงาน หรือเข้าฟิตเนสเพื่อไป WeightTraining เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ที่เป็นวันหยุด ก็จะไปวิ่งเส้นเทรลบนเขาแถวๆ บ้าน ซึ่งระยะเวลาการฝึกซ้อมก็ขึ้นอยู่กับระยะที่ลงแข่ง ถ้าลงแข่งระยะยาวๆมากอย่าง 50-100 กิโลเมตร ก็จะออกไปวิ่งยาวๆหน่อยแบบ 5-6 ชั่วโมง

_

แต่ใครที่วิ่งเทรลแล้วรู้สึกเหนื่อย ทรมาน ท้อแท้ เราก็อยากจะบอกว่าทุกคนน่าจะผ่านความรู้สึกนี้กันหมด ยิ่งในงานแข่งหรือเวลาซ้อมวิ่ง มันก็มีเหนื่อยมีท้อเหมือนกัน คือมันเป็นความเหนื่อยแต่มีความสุข พอได้ทำไปนานๆ จนมันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา เป็นไลฟ์สไตล์ไปแล้ว

บางทีวิ่งๆไปก็คิดว่า จบงานนี่จะไม่ลงแล้ว แต่เชื่อเถอะ เราว่าส่วนใหญ่ ผ่านไปสัก 2-3 วัน เอาละ เริ่มหางานวิ่งใหม่ เริ่มอยากนัดเพื่อนไปเทรลแล้ว ซึ่งมันเป็นปกติมากๆ ที่เวลาเราไปซ้อมหรือไปเทรลแล้วมันเหนื่อยมันท้อ แต่เชื่อว่าหลังจากจบทริปหรือหลังจากแข่งเสร็จ คือมันจะรู้สึกฟินมากๆ

_

เดี๋ยวนี้ใกล้เมืองใหญ่ๆ ก็มีเส้นทางให้เดินได้ง่ายๆหลากหลายเส้น อย่างที่เชียงใหม่ที่เราไปบ่อยๆก็จะมี เส้นเทรลวัดผาลาด ซึ่งอันนี้แนะนำสำหรับคนที่อยากมาลองวิ่งเทรล หรือมาเดินเล่นก็ได้ เพราะเป็นเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติที่เป็นที่นิยมอยู่แล้ว

สามารถค้นหาคำว่า Wat Pha Lat Hike (Monk's trail) ใน google maps จะมีพิกัดบอกชัดเจน และเราว่าเป็นเส้นทางที่สะดวกมากๆ เพราะใกล้เมือง มีที่จอดรถ มีคาเฟ่ และร้านอาหารใกล้ๆ ไปวิ่งไปเดินเสร็จก็กลับมาแวะได้ และเส้นทางไม่ได้ยาวมาก ไปกลับจากจุดจอดรถ ประมาณ 5 กิโลเมตร

สำหรับคนที่ไม่เคยวิ่งหรืออยากหากิจกรรมอะไรทำสักอย่างนึง ก็อยากชวนให้ลองมาวิ่งเทรลหรือเดินเทรลดู อย่างน้อยก็ได้สุขภาพที่แข็งแรงขึ้นแน่ๆ ช่วยให้มีสมาธิมากขึ้น การได้อยู่กับธรรมชาติมันสดชื่น และการได้อยู่กับตัวเองในช่วงเวลาหนึ่ง มันดีมากๆ เลยนะ

_

เป็นช่วงเวลาที่เราไม่ต้องคิดอะไร แล้วมันก็สบายใจเหมือนได้หลุดจากชีวิตเดิมๆ ที่ต้องขับรถ รถติด นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ มาพบกับโลกใบใหม่ที่สร้างขึ้นมาจากสองเท้าของเราเอง

Text:

Suda T.

Suda T.

PHOTO:

Suda T.

Suda T.

Related Posts